วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

๒๒. ทีฆะสระหน้า

#ปทรูปสิทธิสังเขป ๒๒

#วิธีการเชื่อมบท  แบบที่ ๒ "ทีฆะ" คือ การทำสระเสียงสั้นให้เป็นเสียงยาว
กรณีที่ ๒ ทีฆะ “สระหน้า”
๑๘. ปุพฺโพ จฯ
ในบางแห่ง มีการทีฆะสระหน้าก็ได้ เมื่อได้ลบสระหลังแล้ว

***

นอกจากทีฆะสระหลังแล้ว ยังสามารถทีฆะสระหน้าก็ได้ แต่ต้องลบสระหลังไปก่อนเช่นกัน

*****
ตัวอย่าง
ก. เชื่อม ๒ บทเข้าด้วยกัน
โลกสฺส อิติ เป็น โลกสฺสาติ
๑. "แยก" พยัญชนะ สฺ ออกจาก สระ อ  = โลกสฺสฺ อ อิติ
๒. "ลบ" สระหลัง ด้วยสูตรว่า วา ปโร อสรูปา = โลกสฺสฺ อ ติ
๓. "ทีฆะ" สระหน้า ด้วยสูตรนี้ =  โลกสฺสฺ อา ติ
๔. "รวม" เป็น = โลกสฺสาติ

ข. ตัดบทเพื่อหาวิธีการเข้าสนธิ
วิชฺชุว
๑.ตัดบทเป็น วิชฺชุ อิว
๒. "แยก" พยัญชนะ ชฺ ออกจาก อุ = วิชฺชฺ อุ อิว
๓."ลบ" สระหลัง = วิชฺชฺ อุ ว
๔. "ทีฆะ" สระหน้า = วิชฺชฺ อู ว
๕. "รวม" = วิชฺชูว

แบบฝึก
ก. จงเชื่อม ๒ บทเข้าด้วยกันตามหลักการสนธิแบบทีฆะสระหลัง

เทว อิติ,

วิ อติ (ปตนฺติ),  

สงฺฆาฏิ อปิ

ข. จงตัดบทเพื่อหาวิธีการเข้าสนธิตามหลักการดังกล่าว

สงฺฆาฏีปิ,

ชีวิตเหตูปิ,

กึสูธ ,


สาธูติ

๒๑ วิธีการเชื่อมบท แบบที่ ๒ "ทีฆะ" คือ การทำสระเสียงสั้นให้เป็นเสียงยาว

#ปทรูปสิทธิสังเขป ๒๑ 

#วิธีการเชื่อมบท  แบบที่ ๒  "ทีฆะ" คือ การทำสระเสียงสั้นให้เป็นเสียงยาว

วิธีการภายหลังจากการลบสระหน้าหรือสระหลังแล้วอาจ มี ๒ วิธีการเกิดขึ้น คือ
๑) ทีฆะ การทำเป็นเสียงยาว
แบ่งเป็น ๒ กรณี คือ
กรณที่ ๑ ถ้าลบสระหน้าด้วยสูตร สรา สเร โลปํ แล้ว สระหลัง เป็นทีฆสระ
กรณีที่ ๒ ถ้าลบสระหลังด้วยสูตร วา ปโร อสรูปา แล้ว สระหน้าเป็นทีฆสระ
๒) วิการ การกลายเสียงสระ กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อลบสระหน้าแล้ว ถ้าสระหลังเป็น อิ อี และ อุ อู จะกลายเป็น เอ และ โอ ตามควร
---

กรณีที่ ๑ "ทีฆะ" สระหลัง

๑๗. ทีฆํฯ
หลังจากลบสระหน้าแล้ว จะทีฆะสระหลัง เสียบ้างก็ได้

****

ตัวอย่างเช่น
ก. กรณีที่จะเชื่อมบท ๒ บทเข้าด้วยกัน เช่น
ตตฺร อยํ เชื่อมกันเป็น ตตฺรายํ
สทฺธา อิธ เชื่อมกันเป็น สทฺธีธ,
กมฺม อุปนิสฺสโย เชื่อมกันเป็น กมฺมูปนิสฺสโย

ข. กรณีพบรูปที่เชื่อมกันแบบนี้ เช่น
อิทานาหํ แสดงว่า มาจาก อิทานิ อหํ
ตถูปมํ แสดงว่า มาจาก ตถา อุปมํ
พุทฺธานุสฺติ แสดงว่า มาจาก พุทฺธ อนุสฺสติ

วิธีการเชื่อมบท
ก. เชื่อมสองบทเข้าด้วยกัน - ตตฺร อยํ
๑. "แยก" พยัญชนะ รฺ ออกจาก อ > ตตฺรฺ อ อยํ
๒. "ลบ" สระหน้า > ตตฺรฺ อยํ
๓. "ทีฆะ" สระหลัง คือ อ ที่ อยํ > ตตฺรฺ อายํ
๔. "รวม" เป็น ตตฺรายํ

ข. เมื่อพบรูปที่เชื่อมกันแล้ว - อิทานาหํ
๑. "ตัดบท" อิทานิ อหํ
๒. "แยก" พยัญชนะ นฺ ออกจาก อิ > อิทานฺ อิ อหํ
๓. "ลบ" สระหน้า > อิทานฺ อหํ
๔. "ทีฆะ" สระหลัง > อิทานฺ อาหํ
๕. "รวม" เป็น อิทานาหํ

แบบฝึก

ก. จงเชื่อมบทสองบทนี้เข้าด้วยกัน โดยทีฆะสระหลังเมื่อได้ลบสระหน้าแล้ว
ตตฺร อยํ,
พุทฺธ อนุสฺสติ,
ตทา อหํ,
กิกี อิว,

ข. จงตัดบทและแสดงวิธีการที่ท่านใช้ในรูปดังต่อไปนี้

อิทานาหํ,
สจายํ,
อปฺปสฺสุตายํ,               
อิตรีตเรน,
สทฺธีธ


*****

๒๐๓ มโนคณศัพท์ : แปลง อ ของ มน เป็น โอ เมื่ออยู่ท่ามกลางสมาสและตัทธิต

#ปทรูปสิทธิสังเขป๒๐๓
นามศัพท์ : ระบบการสร้างรูปคำนาม ในมโนคณศัพท์

ได้กล่าวถึงลักษณะของมโนคณะไปถึง ๒ ประการแล้ว โดยอาศัยสูตรที่ท่านแสดงกำกับไว้ กล่าวคือ มีการแปลง นา เป็น อา ส เป็น โอ และ สฺมิํ เป็น อิ และมีการลง สอาคม ทั้งสามวิภัตติ อาจกล่าวได้ว่า แปลง นา เป็น สา, ส เป็น โส และ สฺมิํ เป็น สิ เพื่อกำหนดได้ง่าย แต่ถ้ายึดหลักการที่ถูกต้อง ก็ต้องคำนึงกฏเกณฑ์ตามลำดับที่แสดงไว้
ในลักษณะที่ ๓ คือ การแปลง อ ของ มน เป็น โอ เมื่ออยู่ท่ามกลางสมาสและตัทธิต  ไม่ปรากฏวิธีการในนามกัณฑ์ แต่มีในพยัญชนสนธิ ซึ่งได้เคยแสดงไปแล้ว ท่านทั้งหลายอาจไม่ทันได้กำหนด ใคร่จะทบทวนอีกสักที
อ้างถึง #ปทรูปสิทธิสังเขป๗๙

๕) วิธีการเชื่อมสระในเพราะพยัญชนะ แบบ “อาคม”
แปลงสระท้ายศัพท์มี มน เป็นต้น เป็น โอ ในกรณีที่ มน เป็นสมาส กับ ศัพท์หลัง เป็นต้น

กรณีนี้เป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวกับโอเหมือนกัน อาศัยการดำเนินเรื่องติดต่อกัน จึงจัดวิธีการนี้แม้เป็นวิธีการของนามศัพท์สมาสและตัทธิต (วิธีการที่เกี่ยวกับคำนาม คือ จัดลิงค์ และ ลงวิภัตติเป็นต้นและ สมาส คือ การนำคำนามสองคำขึ้นมาย่อเข้าด้วยกันได้ความหมายใหม่ขึ้นมา ตัทธิต การใช้กลุ่มอักษรที่เรียกว่า ปัจจัย ใช้แทนความหมายของคำนาม)

หลักการ : สูตรกำกับวิธีการ
๔๘. เอเตสโม โลเป.
 เมื่อลบวิภัตติแล้ว แปลงสระที่สุดแห่งศัพท์มโนคณะเป็นต้นเหล่านั้น เป็น โอ ได้บ้าง.

หลักเกณฑ์ : ขอบเขตของสูตรและอธิบาย 
เมื่อลบวิภัตติของมโนคณะศัพท์เป็นต้นแล้ว ให้แปลง สระที่สุดของศัพท์เหล่านั้น เป็นโอ.

คำว่า วิภัตติที่ลบออกแล้ว คือ วิภัตติที่ลบออกจากศัพท์หน้า คือ มโนคณะศัพท์ที่ตั้งเป็นสมาส หรือตัทธิตนั่นเอง.
ความเป็นจริงแล้ว วิธีอย่างนี้เป็นวิธีของสมาสและตัทธิตทีมีการลบวิภัตติ แต่ที่จัดไว้ในที่นี้เพราะมีสภาพเหมือนกับพยัญชนะสนธิ ในแง่ที่ว่า มีการอาเทศ สระเป็นโอ และมีพยัญชนะเป็นนิมิตนั่นเอง.

 หลักการใช้ :  อุทาหรณ์ของสูตร
๑) มน ใจ + มยํ ทำแล้ว = มโนมยํ ทำแล้วด้วยใจ (หรือจะมองว่า มโนมยํ มาจาก มน + มยํ)

ในตัวอย่างนี้ มโนมยํ แปลว่า ทำแล้วด้วยใจ.  ในที่นี้ คำว่า มย จัดเป็น ปัจจัยในตัทธิตใช้แทนคำศัพท์ว่า ปกต ที่แปลว่า ทำแล้ว, สำเร็จแล้ว.  เมื่อนำคำว่า มย มาประกอบกับ คำว่า มน ที่เป็นบทนาม (ซึ่งบทนามนี้ จะต้องประกอบด้วยวิภัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิภัตติทั้ง ๗ เพื่อกำหนดหน้าที่ของคำนามในประโยค ความโดยพิสดารจักมาในนามกัณฑ์ ตอนนี้รับทราบแค่นี้ก่อนครับ). สำหรับตัวอย่างนี้ มน ประกอบด้วย นา ตติยาวิภัตติ ให้แปลว่า "ด้วย"  สำเร็จรูปคำตามกระบวนสร้างรูปคำของคำนามตามลำดับเป็น
"มนสามยํ"

มโนมยํ = มนสา ด้วยใจ + มยํ (= ปกตํ) ทำแล้ว = ทำแล้วด้วยใจ
ลบนา (แปลงเป็น สา) วิภัตติ  = มน + มยํ (ตามสูตรของกระบวนการสร้างรูปแบบตัทธิต)
แปลงสระที่สุดของ มน คือ อ เป็น โอ ด้วยสูตรนี้ (เอเตสโม โลเป) = มโน + มยํ
สำเร็จรูปเป็น มโนมยํ.

๒) ตโมนุโท ผู้กำจัดซึ่งความมืด มาจาก ตมํ = ซึ่งความมืด + นุโท = ผู้กำจัด
ลบ อํ วิภัตติ  = ตม + นุโท (ตามขั้นตอนของกระบวนการสร้างรูปแบบสมาส)
แปลงสระที่สุดของ ตม คือ  อ เป็น โอ ด้วยสูตนี้ (เอเตสโม โลเป) = ตโม + นุโท 
สำเร็จรูปเป็น ตโมนุโท.

ตัวอย่างอื่นๆ
มโนเสฏฺฐา (ธมฺมา) = มโน ใจ + เสฏฺฐา ประเสริฐสุด (ธรรมท.) มีใจประเสริฐสุด
อโยมยํ  อยสา ด้วยเหล็ก + มยํ (= ปกตํ) ทำแล้ว ทำแล้วจากเหล็ก (สำเร็จด้วยเหล็ก)
เตโชกสิณํ  = เตโช คือไฟ + กสิณํ กสิณ = กสิณ คือ ไฟ.
อโหรตฺตํ อโห วัน + รตฺตํ คืน = วันและคืน
ตโปธโน ตโป คือ ตบะ + ธนํ ทรัพย์ = ทรัพย์ คือ ตบะ
สิโรรุโห สิเร บนศีรษะ + รุโห อวัยวะที่งอกขึ้น = อวัยวะที่งอกขึ้นบนศีรษะ
รโชชลฺลํ รโช คือ ฝุ่น + ชลฺลํ สิ่งสกปรก = สิ่งสกปรกคือฝุ่น
รโหคโต รเห ในที่ลับ + คโต ผู้ไปแล้ว (อยู่) = ผู้ไปแล้วในที่ลับ.

*** หมายเหตุ  ***

เกี่ยวกับการสำเร็จรูปเป็น มโนมยํ ที่ไม่ได้แสดงวิธีการทำตัวโดยละเอียดในที่นี้ เพราะทำให้นักศึกษาหนักเกินไป จะขอกล่าวรายละเอียดในตอนที่เรียนเรื่องนาม สมาส และตัทธิตอีกครั้งหนึ่ง ในสูตรนี้ให้กำหนดแต่เพียงเท่านี้ว่า ให้ลง โอ อาคม ได้หลังจากมโนคณะศัพท์เป็นต้น ในการสำเร็จรูปของบทสมาสและตัทธิต.

 ข้อยกเว้น
ในบางอุทาหรณ์ ห้ามแปลงสระที่สุด เป็น โอ เช่น
มนมตฺเตน ด้วยใจเท่านั้น มนสา ใจ + มตฺเตน เท่านั้น
มนจฺฉฏฺฐานํ มีใจเป็นที่ ๖ (มโน ใจ + ฉฏฐานํ เป็นที ๖)
อยกปลฺลํ, กระเบื้องเหล็ก,หม้อเหล็ก อยสา ทำด้วยเหล็ก + กปลฺลํ กระเบื้อง,หม้อ
ตมวิโนทโน, ตมํ ซึ่งความมืด + วิโนทโน ผู้ขจัด
มนอายตนํ มนํ คือใจ อายตนํ อายตนะ = อายตนะคือใจ

ตัวอย่างเหล่านี้ ในพระบาฬี กล่าวคือ สถานที่มาของคำศัพท์เหล่านี้ ใช้โดยไม่แปลงสระที่สุดเป็น โอ ตามหลักการนี้ ดังนั้น อุทาหรณ์เหล่านี้ จึงเป็นวิธีการที่พ้นกฏเกณฑ์ เรียกว่า อสันตวิธี ไม่มีในสูตรนี้.

ท่านทั้งหลายโปรดทราบว่า วิธีการไวยากรณ์ ท่านเรียกว่า เป็นวิธีการโดยส่วนมาก จะมีการยกเว้นอยู่บ่อยๆ มีคำกล่าวว่า “ไวยากรณ์ เหมือนแก้มของนักเป่าปี ที่พองบ้าง ยุบบ้าง”

จบ พยัญชนสนธิ
จบ มโนคณะศัพท์.

ขออนุโมทนา

สมภพ สงวนพานิช

๒๐๒ มโนคณศัพท์ : มนโส จตุตถีวิภัตติ เอกวจนะ

#ปทรูปสิทธิสังเขป๒๐๒
นามศัพท์ : ระบบการสร้างรูปคำนาม ในมโนคณศัพท์

เมื่อคราวที่แล้วได้กล่าวถึงการสำเร็จรูปของมนศัพท์ในตติยาวิภัตติและสัตตมีวิภัตติแล้ว ถึงคราวนี้จะได้กล่าวถึงรูปในจตุตถีวิภัตติ และทุติยาวิภัตติสืบไป

มนโส จตุตถีวิภัตติ เอกวจนะ คัมภีร์ปทรูปสิทธิแสดงการสำเร็จรูปด้วยวิธีการของสูตรนี้ คือ
หลักการ สูตรกำกับวิธีการ
          ๙๗.  สสฺส โจ.
          แปลง ส วิภัตติและวิภัตติอื่นท้ายศัพท์มโนคณะเป็นต้น เป็น โอ ได้บ้าง.

หลักเกณฑ์ ข้อกำหนดของสูตรและอธิบาย
สูตรนี้แสดงให้ทราบว่า เมื่อลง ส วิภัตติท้ายศัพท์มโนคณะแล้วให้แปลง อ เป็น โอ ได้บ้าง.  หลังจากนั้นให้ลง สฺ อาคม ด้วยสูตรว่า ส สเร วาคโม  (ลง สฺ อาคมท้ายศัพท์มโนคณะ ในเพราะสระหลังได้บ้าง) สำเร็จรูปเป็น มนโส.

มนโส ศัพท์เดิมเป็น มน อ การันต์ ปุงลิงค์ ลง ส จตุตถีวิภัติ เอกวจนะ
แนวทางการสำเร็จรูป
แสดงรูป
อ้างสูตร
ลง ส จตุตถีวิภัตติ ในอรรถแห่งสัมปทาน
มน + ส
สมฺปทาเน จตุตฺถี
หลังมโนคณะเป็นต้น แปลง ส เป็น โอ
มน + โอ
สสฺส  โจ
ในเพราะสระหลัง ลง สฺ อาคม
มน + สฺ + โอ
ส สเร วาคโม
นำพยัญชนะประกอบสระหลัง
มนโส
นเย ปรํ ยุตฺเต
สำเร็จรูปเป็น มนโส  แปลว่า แก่จิต ฯ

ส่วนรูปว่า  มโน ทุติยาวิภัตติ เอกวจนะ ในปทรูปสิทธิไม่มีสูตรสำเร็จรูปโดยตรง แต่กระนั้นก็สำเร็จได้ด้วย จ ศัพท์ ในสูตรว่า สสฺส โจ นั่นเอง. หมายความว่า นอกจากจะแปลง ส เป็น โอ แล้วยังสามารถแปลงวิภัตติอื่นเป็นโอ ซึ่งก็หมายถึง การแปลง อํ เป็น โอ นี้นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในสัททนีติปกรณ์ สุตตมาลา สูตรที่ ๓๗๗   แสดงสูตรที่ให้สำเร็จรูปเป็น มโน ได้โดยตรง คือ
          อํวจนสฺโส
          แปลง อํ ทุติยาวิภัตติ  ท้ายมโนคณะศัพท์ เป็น โอ ได้บ้าง
อธิบาย สูตรนี้ บอกให้ทราบว่า สามารถแปลง อํ ทุติยาวิภัตติหลังจากมโนคณะศัพท์เป็น โอ ได้บ้าง. นักศึกษาจะสังเกตเห็นได้ว่า ท่านกล่าวเพียงว่า ท้ายมโนคณะศัพท์ มิได้กล่าวว่า ท้ายมโนคณะศัพท์เป็นต้น. เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับว่า ท่านห้ามการแปลง อํ เป็น โอ ถ้ามิได้เป็นมโนคณะศัพท์ เช่น พิลํ ไม่เป็น พิโล เป็นต้น.
          ดังนั้น เมื่อแปลง อํ เป็น โอ แล้วก็สำเร็จรูปเป็น มโน (ไม่มีการลง สฺ อาคม)

มโน ศัพท์เดิมเป็น มน อ การันต์ ปุงลิงค์ ลง อํ ทุติยาวิภัตติ เอกวจนะ
แนวทางการสำเร็จรูป
แสดงรูป
อ้างสูตร
ลง อํ ทุติยาวิภัตติ ในอรรถแห่งกรรม
มน + อํ
กมฺมตฺเถ ทุติยา
หลังมโนคณะศัพท์ แปลง อํ เป็น โอ
มน + โอ
จ ศัพท์ ในสูตรว่า สสฺส  โจ
หรือ อํ วจนสฺส โอ (ในสัททนีติปกรณ์)
แยก ลบ - รวม
มโน
ปุพฺพมโธ ฯ , สรโลโป ฯ, นเย ฯ
สำเร็จรูปเป็น มนโส  แปลว่า แก่จิต ฯ

          รูปที่เหลือมีนัยเดียวกับ ปุริส ศัพท์ อ การันต์ปุงลิงค์

คราวหน้าจะแสดงถึงการสำเร็จรูปในท่ามกลางสมาส

ขออนุโมทนา

สมภพ สงวนพานิช

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

๒๐๑ มนสา ตติยาวิภัตติ

#ปทรูปสิทธิสังเขป๒๐๑
นามศัพท์ : ระบบการสร้างรูปคำนาม ในมโนคณศัพท์
----
๑. มโนคณะ
            มโนคณะ คือ กลุ่มศัพท์ที่มี มนศัพท์ (ใจ) เป็นต้น.  มนศัพท์ ในปทรูปสิทธิแสดงรวมไว้ใน อ การันต์ปุงลิงค์ แล้วแสดงศัพท์พวกนี้ไว้เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ตั้งชื่อว่า มโนคณะ ไม่รวมอยู่ในปุริสาทิคณะ เพราะเหตุว่า ในบางวิภัตติมีการแจกรูปต่างกันกับใน ปุริส ศัพท์.
          มโนคณะ มีลักษณะที่สำคัญอยู่ ๓ ประการ คือ
          ๑. แปลง นา วิภัตติ เป็น อา, แปลง ส วิภัตติเป็น โอ, แปลง สฺมึ วิภัตติ เป็น อิ จากนั้นมีการลง ส อาคม ในที่อาเทสของวิภัตติเหล่านั้น  เช่น มนสา มนโส มนสิ, วจสา, วจโส วจสิ เป็นต้น.
          ๒. แปลง อํ ทุติยาวิภัตติ  ที่มีอรรถกรรมของกิริยา เป็น โอ เช่น มโน ญตฺวา รู้ใจ, ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย เมื่อได้ยศแล้วไม่ควรลืมตน เป็นต้น.
          ๓. แปลง อ สระท้ายศัพท์ของมโนคณะศัพท์เป็น โอ กลางบทสมาสและตัทธิต เช่น มโนเสฏฺฐา (มีใจเป็นเลิศ บทสมาส), มโนมยา (สำเร็จแต่ใจ บทตัทธิต), อโยปตฺโต (บาตรเหล็ก ตัทธิต) เป็นต้น.ในกรณีนี้ การสำเร็จรูปเป็น มโนมยา เป็นต้น ได้ด้วยสูตรในพยัญชนสนธิว่า เอเตสโม โลเป เมื่อลบวิภัตติแล้ว แปลงที่สุดของศัพท์มีมโนคณะเป็นต้นนั้นเป็น โอ ได้บ้าง.

          มโนคณะศัพท์ ท่านแสดงไว้ว่า มี ๑๖ ศัพท์ (รวม มน ศัพท์ ด้วย) คือ

มน
ใจ
วจ
ถ้อยคำ
วย
วัย
เตช
ไฟ
ตป
ตบะ
เจต
จิต
ตโม
ความมืด
อห
วัน
อย
เหล็ก
ปย
น้ำนม
ยส
ยศ
รห
ที่ลับ
สิร
ศรีษะ
ฉนฺท
ฉันทะ
สร
สระน้ำ
อุร
อก

           
เกี่ยวกับเรื่องการจัดลิงค์ของมโนคณะนี้ ในคัมภีร์ปทรูปสิทธิ แสดงไว้ใน อ การันต์ ปุงลิงค์. แต่ในคัมภีร์อื่น คือ พาลาวตาร อภิธานัปปทีปิกา สัททนีติ  แสดงว่า เป็นไปได้ทั้งปุงลิงค์และนปุงสกลิงค์. นักศึกษาตรวจดูข้อมูลเหล่านี้ได้ในปทวิจารทีปนี ฉบับแปล หน้าที่ ๓๒๒. แต่ในที่นี้แสดงตามมติของปทรูปสิทธิ จึงแสดงเฉพาะปทมาลาที่เป็นปุงลิงค์เท่านั้น.

----------


มน สทฺทปทมาลา
แสดงกลุ่มคำที่ประกอบวิภัตติของ มน ศัพท์

วิภัตติ
เอกวจนะ
พหุวจนะ
ปฐมา
มโน
มนา
อาลปน
โภ มน
ภวนฺโต มนา
ทุติยา
มนํ มโน
มเน
ตติยา
มเนน มนสา
มเนหิ มเนภิ
จตุตถี
มนโส มนสฺส
มนานํ
ปญฺจมี
มนสฺมา มนมฺหา มนา
มเนหิ มเนภิ
ฉฏฐี
มนโส มนสฺส
มนานํ
สตฺตมี
มนสิ มเน มนสฺมึ มนมฺหิ
มเนสุ

               ใน มน ศัพท์ นี้มีรูปต่างกับปุริสาทิคณะในวิภัตติ เหล่านี้ คือ นา, ส, สฺมึ  และ อํ บางรูป (คือ มโน)   ดังนั้น ในรูปแห่งวิภัตติอื่น นอกจากที่กล่าวมานี้  ก็มีสูตรและวิธีการสำเร็จรูปเช่นเดียวกันกับในปุริส ศัพท์ ก็จะไม่แสดงไว้อีก.  จะแสดงเฉพาะรูปที่แปลกไปเท่านั้น.
         
------

คัมภีร์ปทรูปสิทธิกล่าวถึงวิธีการในรูปว่า มนสา ตติยาวิภัตติ และ มนสิ สัตตมีวิภัตติ  ด้วยหลักการในสูตรนี้

          หลักการ สูตรกำกับวิธีการ
          ๙๕. มโนคณาทิโต สฺมึนานมิอา.
          แปลง สฺมึ และ นา ท้ายศัพท์มโนคณะศัพท์เป็นต้น เป็น อิ และ อา ได้บ้าง

หลักเกณฑ์ ข้อกำหนดของสูตรและคำอธิบายโดยสังเขป
สูตรนี้แสดงให้ทราบว่า เมื่อลง นา และ สฺมึ วิภัตติท้ายนามศัพท์ที่เป็นมโนคณะศัพท์และ ศัพท์อื่น ๆที่มีลักษณะคล้ายกับมโนคณะศัพท์ (กลุ่มศัพท์พวกนี้ ที่เรียกว่า มโนคณาทิคณะศัพท์ จะได้กล่าวต่อจากมโนคณะศัพท์) แล้ว ให้แปลง นา เป็น สระ อา และ แปลง สฺมึ เป็น อิ.  เมื่อแปลงแล้ว ก็จะได้รูปเป็น มนฺ อ + อา, มนฺ อ  + อิ. หลังจากนั้น ก็จะเข้าสูตรต่อไปเพื่อสำเร็จรูปตามปทมาลา.

หลักการ สูตรกำกับวิธีการ
          ๙๖.  ส สเร วาคโม.
          ลง ส อาคมท้ายศัพท์มโนคณะเป็นต้น ในเพราะสระหลังได้บ้างตามอุทาหรณ์

หลักเกณฑ์ ข้อกำหนดของสูตรและคำอธิบายโดยสังเขป
สูตรนี้ แสดงว่า ให้ลง สฺ เป็นอักษรอาคม ท้ายศัพท์มโนคณะเป็นต้น ในเพราะสระหลัง.  จะเห็นได้ว่า ท่านบอกให้ลง สฺ อาคม ในเพราะสระหลัง มิได้ระบุว่าให้ลงในวิภัตติไหนโดยตรง แต่บอกว่า ในเพราะสระหลัง .เมื่อพิจารณาดูว่า ในแต่ละวิภัตติก็ไม่มีสระอยู่เลย นอกจากสระ อา และ อิ ที่แปลงมาจาก นา และ สฺมึ วิภัตติ เท่านั้น. เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ลง สฺ อาคมในเพราะสระหลัง คือ อา และ อิ อันเป็นตัวแปลงของตติยาและสัตตมีวิภัตติ นั่นเอง. เมื่อลง สฺ อาคมแล้ว ก็สำเร็จรูปเป็น มนสา มนสิ.
          นอกจากนี้ ด้วยคำว่า ได้บ้าง จึงเป็นอันแสดงว่า ไม่แปลงเป็น อา และ อิ และไม่ลง สฺ อาคม ก็มี เพราะเหตุนั้น รูปคำว่า มโน, มนา,  มนํ, มเนน เป็นต้น จึงมีได้.
ลักษณะเช่นนี้ ท่านเรียกว่า ววัตถิตวิภาสา บอกวิธี ๓ ประการ คือ ๑ วิธีที่แน่นอน คือ ในบางอุทาหรณ์ที่มีปัจจัยในตัทธิตต่อท้าย ต้องแปลงเป็น อา และ อิ และลง ส อาคม แน่นอน เช่น มานสิกํ (มน + ณิก) เป็นต้น. ๒ วิธีที่ไม่แน่นอน คือ บางอุทาหรณ์ ไม่ต้องทำก็ได้ ทำก็ได้ เช่น มนสา มเนน เป็นต้น ๓ ที่จะทำตามสูตรนี้ คือ ลง สฺ อาคม จะต้องมาจากสระที่แปลงมาด้วยสูตรว่า มโนคณาทิโต สฺมึนานมิอา และ สสฺส โจ เท่านั้น มาจากสูตรอื่นไม่ได้ เช่น มโน มาจาก เอา สิ เป็น โอ ด้วยสูตรว่า โส (ไม่เป็น มนโส) .

มนสา ศัพท์เดิมเป็น มน อ การันต์ ปุงลิงค์ ลง นา ตติยาวิภัติ เอกวจนะ
แนวทางการสำเร็จรูป
แสดงรูป
อ้างสูตร
ลง นา ตติยาวิภัตติ ในอรรถแห่งกรณะ
มน + นา
กรเณ ตติยา
หลังมโนคณะเป็นต้น แปลงนา เป็น อา
มน  + อา
มโนคณาทิโต สฺมึนานมิอา
ในเพราะสระหลัง ลง สฺ อาคม
มน + สฺ + อา
ส สเร วาคโม
นำพยัญชนะประกอบสระหลัง
มนสา
นเย ปรํ ยุตฺเต
สำเร็จรูปเป็น มนสา  แปลว่า ด้วยจิต ฯ

วันนี้ศึกษาเพียงรูปในตติยาวิภัตติและสัตตมีวิภัตติก่อน คราวหน้า จะแสดงรูปว่า มนโส ในจตุตถีวิภัตติ และ การแปลงทุติยาวิภัตติในอรรถกรรมของกิริยาเป็น โอ

ขออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช.