วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

๒๐๒ มโนคณศัพท์ : มนโส จตุตถีวิภัตติ เอกวจนะ

#ปทรูปสิทธิสังเขป๒๐๒
นามศัพท์ : ระบบการสร้างรูปคำนาม ในมโนคณศัพท์

เมื่อคราวที่แล้วได้กล่าวถึงการสำเร็จรูปของมนศัพท์ในตติยาวิภัตติและสัตตมีวิภัตติแล้ว ถึงคราวนี้จะได้กล่าวถึงรูปในจตุตถีวิภัตติ และทุติยาวิภัตติสืบไป

มนโส จตุตถีวิภัตติ เอกวจนะ คัมภีร์ปทรูปสิทธิแสดงการสำเร็จรูปด้วยวิธีการของสูตรนี้ คือ
หลักการ สูตรกำกับวิธีการ
          ๙๗.  สสฺส โจ.
          แปลง ส วิภัตติและวิภัตติอื่นท้ายศัพท์มโนคณะเป็นต้น เป็น โอ ได้บ้าง.

หลักเกณฑ์ ข้อกำหนดของสูตรและอธิบาย
สูตรนี้แสดงให้ทราบว่า เมื่อลง ส วิภัตติท้ายศัพท์มโนคณะแล้วให้แปลง อ เป็น โอ ได้บ้าง.  หลังจากนั้นให้ลง สฺ อาคม ด้วยสูตรว่า ส สเร วาคโม  (ลง สฺ อาคมท้ายศัพท์มโนคณะ ในเพราะสระหลังได้บ้าง) สำเร็จรูปเป็น มนโส.

มนโส ศัพท์เดิมเป็น มน อ การันต์ ปุงลิงค์ ลง ส จตุตถีวิภัติ เอกวจนะ
แนวทางการสำเร็จรูป
แสดงรูป
อ้างสูตร
ลง ส จตุตถีวิภัตติ ในอรรถแห่งสัมปทาน
มน + ส
สมฺปทาเน จตุตฺถี
หลังมโนคณะเป็นต้น แปลง ส เป็น โอ
มน + โอ
สสฺส  โจ
ในเพราะสระหลัง ลง สฺ อาคม
มน + สฺ + โอ
ส สเร วาคโม
นำพยัญชนะประกอบสระหลัง
มนโส
นเย ปรํ ยุตฺเต
สำเร็จรูปเป็น มนโส  แปลว่า แก่จิต ฯ

ส่วนรูปว่า  มโน ทุติยาวิภัตติ เอกวจนะ ในปทรูปสิทธิไม่มีสูตรสำเร็จรูปโดยตรง แต่กระนั้นก็สำเร็จได้ด้วย จ ศัพท์ ในสูตรว่า สสฺส โจ นั่นเอง. หมายความว่า นอกจากจะแปลง ส เป็น โอ แล้วยังสามารถแปลงวิภัตติอื่นเป็นโอ ซึ่งก็หมายถึง การแปลง อํ เป็น โอ นี้นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในสัททนีติปกรณ์ สุตตมาลา สูตรที่ ๓๗๗   แสดงสูตรที่ให้สำเร็จรูปเป็น มโน ได้โดยตรง คือ
          อํวจนสฺโส
          แปลง อํ ทุติยาวิภัตติ  ท้ายมโนคณะศัพท์ เป็น โอ ได้บ้าง
อธิบาย สูตรนี้ บอกให้ทราบว่า สามารถแปลง อํ ทุติยาวิภัตติหลังจากมโนคณะศัพท์เป็น โอ ได้บ้าง. นักศึกษาจะสังเกตเห็นได้ว่า ท่านกล่าวเพียงว่า ท้ายมโนคณะศัพท์ มิได้กล่าวว่า ท้ายมโนคณะศัพท์เป็นต้น. เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับว่า ท่านห้ามการแปลง อํ เป็น โอ ถ้ามิได้เป็นมโนคณะศัพท์ เช่น พิลํ ไม่เป็น พิโล เป็นต้น.
          ดังนั้น เมื่อแปลง อํ เป็น โอ แล้วก็สำเร็จรูปเป็น มโน (ไม่มีการลง สฺ อาคม)

มโน ศัพท์เดิมเป็น มน อ การันต์ ปุงลิงค์ ลง อํ ทุติยาวิภัตติ เอกวจนะ
แนวทางการสำเร็จรูป
แสดงรูป
อ้างสูตร
ลง อํ ทุติยาวิภัตติ ในอรรถแห่งกรรม
มน + อํ
กมฺมตฺเถ ทุติยา
หลังมโนคณะศัพท์ แปลง อํ เป็น โอ
มน + โอ
จ ศัพท์ ในสูตรว่า สสฺส  โจ
หรือ อํ วจนสฺส โอ (ในสัททนีติปกรณ์)
แยก ลบ - รวม
มโน
ปุพฺพมโธ ฯ , สรโลโป ฯ, นเย ฯ
สำเร็จรูปเป็น มนโส  แปลว่า แก่จิต ฯ

          รูปที่เหลือมีนัยเดียวกับ ปุริส ศัพท์ อ การันต์ปุงลิงค์

คราวหน้าจะแสดงถึงการสำเร็จรูปในท่ามกลางสมาส

ขออนุโมทนา

สมภพ สงวนพานิช

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

๒๐๑ มนสา ตติยาวิภัตติ

#ปทรูปสิทธิสังเขป๒๐๑
นามศัพท์ : ระบบการสร้างรูปคำนาม ในมโนคณศัพท์
----
๑. มโนคณะ
            มโนคณะ คือ กลุ่มศัพท์ที่มี มนศัพท์ (ใจ) เป็นต้น.  มนศัพท์ ในปทรูปสิทธิแสดงรวมไว้ใน อ การันต์ปุงลิงค์ แล้วแสดงศัพท์พวกนี้ไว้เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ตั้งชื่อว่า มโนคณะ ไม่รวมอยู่ในปุริสาทิคณะ เพราะเหตุว่า ในบางวิภัตติมีการแจกรูปต่างกันกับใน ปุริส ศัพท์.
          มโนคณะ มีลักษณะที่สำคัญอยู่ ๓ ประการ คือ
          ๑. แปลง นา วิภัตติ เป็น อา, แปลง ส วิภัตติเป็น โอ, แปลง สฺมึ วิภัตติ เป็น อิ จากนั้นมีการลง ส อาคม ในที่อาเทสของวิภัตติเหล่านั้น  เช่น มนสา มนโส มนสิ, วจสา, วจโส วจสิ เป็นต้น.
          ๒. แปลง อํ ทุติยาวิภัตติ  ที่มีอรรถกรรมของกิริยา เป็น โอ เช่น มโน ญตฺวา รู้ใจ, ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย เมื่อได้ยศแล้วไม่ควรลืมตน เป็นต้น.
          ๓. แปลง อ สระท้ายศัพท์ของมโนคณะศัพท์เป็น โอ กลางบทสมาสและตัทธิต เช่น มโนเสฏฺฐา (มีใจเป็นเลิศ บทสมาส), มโนมยา (สำเร็จแต่ใจ บทตัทธิต), อโยปตฺโต (บาตรเหล็ก ตัทธิต) เป็นต้น.ในกรณีนี้ การสำเร็จรูปเป็น มโนมยา เป็นต้น ได้ด้วยสูตรในพยัญชนสนธิว่า เอเตสโม โลเป เมื่อลบวิภัตติแล้ว แปลงที่สุดของศัพท์มีมโนคณะเป็นต้นนั้นเป็น โอ ได้บ้าง.

          มโนคณะศัพท์ ท่านแสดงไว้ว่า มี ๑๖ ศัพท์ (รวม มน ศัพท์ ด้วย) คือ

มน
ใจ
วจ
ถ้อยคำ
วย
วัย
เตช
ไฟ
ตป
ตบะ
เจต
จิต
ตโม
ความมืด
อห
วัน
อย
เหล็ก
ปย
น้ำนม
ยส
ยศ
รห
ที่ลับ
สิร
ศรีษะ
ฉนฺท
ฉันทะ
สร
สระน้ำ
อุร
อก

           
เกี่ยวกับเรื่องการจัดลิงค์ของมโนคณะนี้ ในคัมภีร์ปทรูปสิทธิ แสดงไว้ใน อ การันต์ ปุงลิงค์. แต่ในคัมภีร์อื่น คือ พาลาวตาร อภิธานัปปทีปิกา สัททนีติ  แสดงว่า เป็นไปได้ทั้งปุงลิงค์และนปุงสกลิงค์. นักศึกษาตรวจดูข้อมูลเหล่านี้ได้ในปทวิจารทีปนี ฉบับแปล หน้าที่ ๓๒๒. แต่ในที่นี้แสดงตามมติของปทรูปสิทธิ จึงแสดงเฉพาะปทมาลาที่เป็นปุงลิงค์เท่านั้น.

----------


มน สทฺทปทมาลา
แสดงกลุ่มคำที่ประกอบวิภัตติของ มน ศัพท์

วิภัตติ
เอกวจนะ
พหุวจนะ
ปฐมา
มโน
มนา
อาลปน
โภ มน
ภวนฺโต มนา
ทุติยา
มนํ มโน
มเน
ตติยา
มเนน มนสา
มเนหิ มเนภิ
จตุตถี
มนโส มนสฺส
มนานํ
ปญฺจมี
มนสฺมา มนมฺหา มนา
มเนหิ มเนภิ
ฉฏฐี
มนโส มนสฺส
มนานํ
สตฺตมี
มนสิ มเน มนสฺมึ มนมฺหิ
มเนสุ

               ใน มน ศัพท์ นี้มีรูปต่างกับปุริสาทิคณะในวิภัตติ เหล่านี้ คือ นา, ส, สฺมึ  และ อํ บางรูป (คือ มโน)   ดังนั้น ในรูปแห่งวิภัตติอื่น นอกจากที่กล่าวมานี้  ก็มีสูตรและวิธีการสำเร็จรูปเช่นเดียวกันกับในปุริส ศัพท์ ก็จะไม่แสดงไว้อีก.  จะแสดงเฉพาะรูปที่แปลกไปเท่านั้น.
         
------

คัมภีร์ปทรูปสิทธิกล่าวถึงวิธีการในรูปว่า มนสา ตติยาวิภัตติ และ มนสิ สัตตมีวิภัตติ  ด้วยหลักการในสูตรนี้

          หลักการ สูตรกำกับวิธีการ
          ๙๕. มโนคณาทิโต สฺมึนานมิอา.
          แปลง สฺมึ และ นา ท้ายศัพท์มโนคณะศัพท์เป็นต้น เป็น อิ และ อา ได้บ้าง

หลักเกณฑ์ ข้อกำหนดของสูตรและคำอธิบายโดยสังเขป
สูตรนี้แสดงให้ทราบว่า เมื่อลง นา และ สฺมึ วิภัตติท้ายนามศัพท์ที่เป็นมโนคณะศัพท์และ ศัพท์อื่น ๆที่มีลักษณะคล้ายกับมโนคณะศัพท์ (กลุ่มศัพท์พวกนี้ ที่เรียกว่า มโนคณาทิคณะศัพท์ จะได้กล่าวต่อจากมโนคณะศัพท์) แล้ว ให้แปลง นา เป็น สระ อา และ แปลง สฺมึ เป็น อิ.  เมื่อแปลงแล้ว ก็จะได้รูปเป็น มนฺ อ + อา, มนฺ อ  + อิ. หลังจากนั้น ก็จะเข้าสูตรต่อไปเพื่อสำเร็จรูปตามปทมาลา.

หลักการ สูตรกำกับวิธีการ
          ๙๖.  ส สเร วาคโม.
          ลง ส อาคมท้ายศัพท์มโนคณะเป็นต้น ในเพราะสระหลังได้บ้างตามอุทาหรณ์

หลักเกณฑ์ ข้อกำหนดของสูตรและคำอธิบายโดยสังเขป
สูตรนี้ แสดงว่า ให้ลง สฺ เป็นอักษรอาคม ท้ายศัพท์มโนคณะเป็นต้น ในเพราะสระหลัง.  จะเห็นได้ว่า ท่านบอกให้ลง สฺ อาคม ในเพราะสระหลัง มิได้ระบุว่าให้ลงในวิภัตติไหนโดยตรง แต่บอกว่า ในเพราะสระหลัง .เมื่อพิจารณาดูว่า ในแต่ละวิภัตติก็ไม่มีสระอยู่เลย นอกจากสระ อา และ อิ ที่แปลงมาจาก นา และ สฺมึ วิภัตติ เท่านั้น. เพราะฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ลง สฺ อาคมในเพราะสระหลัง คือ อา และ อิ อันเป็นตัวแปลงของตติยาและสัตตมีวิภัตติ นั่นเอง. เมื่อลง สฺ อาคมแล้ว ก็สำเร็จรูปเป็น มนสา มนสิ.
          นอกจากนี้ ด้วยคำว่า ได้บ้าง จึงเป็นอันแสดงว่า ไม่แปลงเป็น อา และ อิ และไม่ลง สฺ อาคม ก็มี เพราะเหตุนั้น รูปคำว่า มโน, มนา,  มนํ, มเนน เป็นต้น จึงมีได้.
ลักษณะเช่นนี้ ท่านเรียกว่า ววัตถิตวิภาสา บอกวิธี ๓ ประการ คือ ๑ วิธีที่แน่นอน คือ ในบางอุทาหรณ์ที่มีปัจจัยในตัทธิตต่อท้าย ต้องแปลงเป็น อา และ อิ และลง ส อาคม แน่นอน เช่น มานสิกํ (มน + ณิก) เป็นต้น. ๒ วิธีที่ไม่แน่นอน คือ บางอุทาหรณ์ ไม่ต้องทำก็ได้ ทำก็ได้ เช่น มนสา มเนน เป็นต้น ๓ ที่จะทำตามสูตรนี้ คือ ลง สฺ อาคม จะต้องมาจากสระที่แปลงมาด้วยสูตรว่า มโนคณาทิโต สฺมึนานมิอา และ สสฺส โจ เท่านั้น มาจากสูตรอื่นไม่ได้ เช่น มโน มาจาก เอา สิ เป็น โอ ด้วยสูตรว่า โส (ไม่เป็น มนโส) .

มนสา ศัพท์เดิมเป็น มน อ การันต์ ปุงลิงค์ ลง นา ตติยาวิภัติ เอกวจนะ
แนวทางการสำเร็จรูป
แสดงรูป
อ้างสูตร
ลง นา ตติยาวิภัตติ ในอรรถแห่งกรณะ
มน + นา
กรเณ ตติยา
หลังมโนคณะเป็นต้น แปลงนา เป็น อา
มน  + อา
มโนคณาทิโต สฺมึนานมิอา
ในเพราะสระหลัง ลง สฺ อาคม
มน + สฺ + อา
ส สเร วาคโม
นำพยัญชนะประกอบสระหลัง
มนสา
นเย ปรํ ยุตฺเต
สำเร็จรูปเป็น มนสา  แปลว่า ด้วยจิต ฯ

วันนี้ศึกษาเพียงรูปในตติยาวิภัตติและสัตตมีวิภัตติก่อน คราวหน้า จะแสดงรูปว่า มนโส ในจตุตถีวิภัตติ และ การแปลงทุติยาวิภัตติในอรรถกรรมของกิริยาเป็น โอ

ขออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช.

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559

๒๐๐ มโนคณศัพท์และมโนคณาทิคณศัพท์ (๑)

#ปทรูปสิทธิสังเขป๒๐๐
นามศัพท์ : ระบบการสร้างรูปคำนาม ในมโนคณศัพท์
----
นามศัพท์ที่เป็นปุงลิงค์ทั้ง ๕ การันต์ ที่ได้แสดงไปแล้วนั้น เป็นกลุ่มนามศัพท์ที่มีปทมาลาตามการันต์และลิงค์ที่มีกลุ่มศัพท์แจกตามเป็นจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่า เป็นกลุ่มนามศัพท์ใหญ่ ๆ มีรูปที่ปรากฏใช้เป็นส่วนมาก.  อย่างไรก็ตาม ยังมีนามศัพท์ ที่มีปทมาลาเป็นของเฉพาะกลุ่มของตน โดยไม่ทั่วไปแก่ศัพท์อื่นๆ มากนัก.  เหตุที่ศัพท์เหล่านี้เป็นอการันต์บ้าง อุการันต์บ้าง เป็นต้น ดังนั้นคัมภีร์ปทรูปสิทธิจึงจัดอยู่ในการันต์นั้นๆ.   และหนังสือแบบเรียนบาลีไวยากรณ์ ได้จัดแยกไว้ในกลุ่มศัพท์เล็กน้อย โดยเรียกว่า กติปยศัพท์ เพราะมีปทมาลาใช้เฉพาะกลุ่มศัพท์ของตนอย่างแคบๆเพียงไม่กี่ศัพท์.
แม้จะคัมภีร์ปทรูปสิทธิสงเคราะห์อยู่ใน อการันต์เป็นต้น ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้แสดงไว้ในการันต์นั้นๆ เพราะประสงค์ให้ท่านผู้เริ่มศึกษากำหนดปทมาลาของศัพท์ที่หลักใหญ่ๆก่อน เมื่อจับหลักใหญ่ได้แล้ว ก็จะเข้าใจศัพท์เล็กน้อยเหล่านี้ได้.  นามศัพท์เหล่านั้น มีดังต่อไปนี้

มน, คุณวนฺตุ, หิมวนฺตุ, สติมนฺตุ, คจฺฉนฺต, ภวนฺต, ภทฺทนฺต, สนฺต, ราช, พฺรหฺม อตฺต, สข, อาตุม, ปุม, ยุว, มฆว, อทฺธ,
สา
เหตุ, ชนฺตุ,  สตฺถุ, สกมนฺธาตุ, ปิตุ,
อภิภู,
โค
----
มน เป็นต้น จนถึง อทฺธ เป็นอการรันต์ ท่านแสดงไว้ในกลุ่มศัพท์ อการันต์
สา เป็น อาการันต์ แสดงต่อจาก อการันต์
เหตุ เป็นต้น จนถึง ปิตุ เป็น อุการันต์ ท่านแสดงไว้ในกลุ่มศัพท์ อุการันต์
อภิภู ท่านแสดงไว้ในกลุ่มศัพท์ อูการันต์
โค แสดงไว้ในศัพท์ โอการันต์

มน
คุณวนฺตุ
หิมวนฺตุ
สติมนฺตุ
คจฺฉนฺต
ภวนฺต
ภทฺทนฺต
สนฺต
ราช
พฺรหฺม
อตฺต
สข
อาตุม
ปุม
ยุว
มฆว
อทฺธ
สา
เหตุ
ชนฺตุ
สตฺถุ
สกมนฺธาตุ
ปิตุ
อภิภู,
โค


ข้าพเจ้าจะแสดงวิธีการสำเร็จรูปในกลุ่มศัพท์เหล่านี้ ไปตามลำดับที่คัมภีร์ปทรูปสิทธิเแสดงไว้
          ก่อนจะเข้าสู่ระบบการสร้างรูปคำในกลุ่มศัพท์ต่างๆ ที่เรียกว่า คณศัพท์ จะขอชี้แจงวิธีการจัดกลุ่มนามศัพท์ของคัมภีร์ไวยากรณ์ต่างๆ.
          คณะ ในที่นี้ คืออะไร?  
        คณะ ได้แก่ คือ กลุ่มของศัพท์ที่มีปทมาลา คือ รูปแบบการแจกวิภัตติ เป็นแบบเดียวกัน.
          เมื่อจะยกนามศัพท์ใดในกลุ่มนามศัพท์นั้นขึ้นเป็นประธานโดยกล่าวขึ้นเป็นลำดับแรก กลุ่มนามศัพท์นั้นก็ได้ชื่อตามนามศัพท์นั้น เช่น นามศัพท์ ๑๖ ศัพท์ เหล่านี้คือ
มน, ใจ, วจ, ถ้อยคำ, วย, วัย, เตช, ไฟ ตป, ตบะ, เจต, จิต, ตโม, ความมืด, อห, วัน อย, เหล็ก, ปย, น้ำนม, ยส, ยศ, รห, ที่ลับ สิร, ศรีษะ, ฉนฺท, ฉันทะ, สร, สระน้ำ, อุร, อก
มีปทมาลา เหมือนกัน และท่านแสดงมน ศัพท์เป็นศัพท์ที่ ๑ ดังนั้น กลุ่มนามศัพท์ ๑๖ ศัพท์นี้ เรียกว่า มโนคณศัพท์ กลุ่มนามศัพท์ที่มีมนเป็นประธานโดยกล่าวเป็นลำดับแรก.
คัมภีร์ไวยากรณ์ มีคตินิยมในการจัดศัพท์ที่มีลักษณะเหมือนกันโดยปทมาลาเข้าไว้เป็นกลุ่มเดียว ดังนั้น จะพบว่า คัมภีร์ปทรูปสิทธิได้แบ่งกลุ่มนามศัพท์โดยอาศัยเกณฑ์ดังกล่าวเป็นอีกหลายกลุ่มโดยนัยเดียวกับมโนคณศัพท์ดังกล่าว ดังนี้
๑. มโนคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี มน ศัพท์ (ใจ) เป็นต้น.
๒. มโนคณาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี มโนคณะ ศัพท์ เป็นต้น.
๓. คุณวนฺตาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี คุณวนฺตุ ศัพท์เป็นต้น
๔. คจฺฉนฺตาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี คจฺฉนฺต ศัพท์เป็นต้น
๕. ราชาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี ราช ศัพท์ เป็นต้น
๖. ปุริสาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี ปุริส ศัพท์เป็นต้น[1]
๗. ปุมาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี ปุม ศัพท์เป็นต้น.
๘.  สตฺถาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี สตฺถุ ศัพท์เป็นต้น
๙. จิตฺตาทิคณะ ได้แก กลุ่มศัพท์ที่มี จิตฺต ศัพท์ เป็นต้น
๑๐. รตฺตาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี รตฺติ ศัพท์ เป็นต้น
๑๑. กญฺญาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี กญฺญา ศัพท์ เป็นต้น
๑๒. นทาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี นที ศัพท์ เป็นต้น
๑๓.  คหปตาทิคณะ ได้แก่ กลุ่มศัพท์ที่มี คหปตานี ศัพท์เป็นต้น
ศัพท์ที่จัดไว้เป็นคณะนั้น ก็อาศัยวิธีการสำเร็จรูปและกลุ่มสูตรเดียวกันในปฐมาวิภัตติเป็นส่วนใหญ่[2] กล่าวคือ จะมีรูปเดียวกันในปฐมาวิภัตติ แต่ในวิภัตติอื่น อาจมีที่ต่างกันไป. และในบางคณะก็มีรูปที่เป็นพิเศษไม่เหมือนกับคณะอื่นๆ เช่น มโนคณะศัพท์เป็นต้นซึ่งจะได้แสดงเป็นแต่ละกรณีไป
ในกลุ่มศัพท์ทั้ง ๑๓ กลุ่มนี้ บางกลุ่มได้แสดงไปแล้ว และบางกลุ่มก็เป็นอิตถีลิงค์และนปุงสกลิงค์  ในที่นี้จะได้นำกลุ่มที่ยังไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะในปุงลิงค์มาแสดง.

มโนคณะและมโนคณาทิคณะ
คัมภีร์ปทรูปสิทธินำกลุ่มศัพท์ที่เรียกว่า มโนคณาทิคณะ มาแสดงวิธีการสำเร็จรูปเป็นลำดับแรก.
ท่านทั้งหลายโปรดสังเกต มโนคณะ และมโนคณาทิคณะ ต่างกัน. มโนคณะ หมายถึง กลุ่มศัพท์ ๑๖ ที่มี มน เป็นลำดับแรก. ส่วนมโนคณาทิคณะ หมายถึง กลุ่มศัพท์ที่มีมโนคณะเป็นลำดับแรก. ดังนั้น มโนคณาทิคณะ จึงมีศัพท์ที่มีมากกว่า ๑๖ ศัพท์ เพราะนอกจากศัพท์ทั้ง ๑๖ นั้นแล้ว ยังหมายถึงศัพท์อื่นๆ ที่มีปทมาลาที่คล้ายคลึงกับมโนคณะ นั้นอีกด้วย.

มโนคณาทิคณ มีศัพท์อะไรบ้าง? ท่านรวบรวมไว้ทั้งหมด ๒๘ ศัพท์ คือ
มโนคณะ ๑๖ ศัพท์ ที่มีรูปในทุติยา ตติยา จตุตถี และสัตตมีวิภัตติ เหมือนกัน และศัพท์อื่นที่คล้ายกับมโนคณะนั้น เพราะมีรูปในบางวิภัตติไม่เหมือนกัน และบางวิภัตติเหมือนกันอีก ๑๒ ศัพท์ คือ
พิล  ช่อง, พล  กำลัง, ทม การฝึก, วาห เกวียน,  ชรา ความแก่, ปท บท, มุข  หน้า หรือปาก, ชร โรค, อาป น้ำ, สรท  ปี, ฤดูอับลม, วาย ลม, รช ธุลี.

ข้าพเจ้าจะประมวลลักษณะของมโนคณาทิคณะ หลังจากได้แสดงปทมาลาครบแล้วอีกครั้งหนึ่งว่า มโนคณะ และ ศัพท์อื่นๆ ที่ถูกจัดเข้าในกลุ่มเดียวกับมโนคณะ มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไร.

          วันนี้หมดเวลา คงได้แต่มาคุยกันในเบื้องต้นเท่านั้น คราวหน้าจะเริ่มต้นแสดงลักษณะของมโนคณะที่โดดเด่นอันเป็นเหตุให้เป็นเครื่องกำหนดมโนคณะและมโนคณาทิคณะ โดยละเอียด กันครับ

ขออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช




[1] นอกจากจะจัดแบบนี้แล้ว ยังสามารถจัดตามการันต์ต่าง ๆ คือ ปุริสาทิคณะ, ทณฺฑฺยาทิคณะ, ภิกฺขาทิคณะ, เป็นต้น
[2] ตามที่ได้แสดงไว้ในคัมภีร์ปทวิจารและปทวิจารทีปนี ฉบับแปลของสถาบันบาลี ฯ หน้าที่ ๓๒๘ เป็นต้นไป.